โรคหิด

หิด เป็นโรคผิวหนังอักเสบที่เกิดจาก ตัวหิด ซึ่งเป็นตัวไรเล็กๆ สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่งเป็นจุดขาวเล็กๆ โรคนี้พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย สามารถติดต่อได้ง่าย โดยการสัมผัสหรือใช้ของร่วมกัน มักพบเป็นพร้อมกันหลายคนในบ้าน บางครั้งอาจพบระบาดตามวัด โรงเรียน โรงงาน กองทหาร ความยากจน ความสกปรก และการอยู่กันแออัดเป็นปัจจัยสำคัญของการระบาดของโรคนี้ บางคนอาจติดต่อโดยการร่วมเพศ ทำให้เกิดตุ่มคันตรงบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์

อาการ ผู้ป่วยจะมีตุ่มน้ำใสและตุ่มหนอง คัน ขึ้นกระจายทั้ง 2 ข้างของร่างกาย มักจะพบที่ง่ามนิ้วมือนิ้วเท้า ข้อมือ ข้อศอก รักแร้ รอบหัวนม รอบสะดือ ก้น อวัยวะสืบพันธุ์ ข้อเท้า (ในเด็กเล็กอาจขึ้นที่หน้าและศีรษะ ส่วนในผู้ใหญ่มักไม่ขึ้นในบริเวณนี้) บางคนอาจพบเป็นผื่นนูนแดงคดเคี้ยว ขนาดเท่าเส้นด้าย ยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ซึ่งตรงปลายสุดจะเป็นที่อยู่ของตัวหิด ผู้ป่วยมักจะมีอาการคันมาก โดยเฉพาะตอนกลางคืนบางคนอาจเกาจนมีเชื้อแบคทีเรียอักเสบซ้ำเติมเป็นตุ่มหนองพุพอง หรือน้ำเหลืองไหล
อาการแทรกซ้อน ผู้ป่วยมักเกาจนกลายเป็นแผลพุพอง และถ้าติดเชื้อเบตาสเตรปโตค็อกคัส อาจกลายเป็นหน่วยไตอักเสบ เด็กบางคนอาจคัน จนนอนไม่พอ กินไม่ได้ และน้ำหนักลด
การรักษา ใช้เบนซิลเบนโซเอตชนิด 25% หรือขี้ผึ้งกำมะถัน หรือแกมมาเบนซีนเฮกซาคลอไรด์ (Gamma benzene hexachloride) ทา โดยอาบน้ำถูสบู่ (ใช้ผ้าขนหนูหรือแปรงนุ่มขัดถูด้วยยิ่งดี) และเช็ดตัวให้แห้งก่อน แล้วจึงทายาให้ทั่วทุกส่วนของร่างกายนับตั้งแต่คอลงมาโดยตลอดรวมทั้งผิวหนังส่วนที่ปกติด้วย พอครบ 24 ชั่วโมงให้ทาซ้ำอีกครั้ง ระหว่างนี้อย่าอาบน้ำหรือล้างมือ (ถ้าจำเป็นต้องล้างมือควรทายาซ้ำ) จนกว่าจะครบ 48 ชั่วโมง นับตั้งแต่ทายาครั้งแรก จึงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และผ้าปูที่นอนใหม่ทั้งหมด ถ้ายังไม่หายขาด ให้ทำซ้ำอีกครั้ง ในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา สำหรับแกมมาเบนซีนเฮกซาคลอไรด์ ไม่ควรใช้ในทารกและเด็กเล็ก รวมทั้งผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ระยะแรก ควรใช้ยาตัวอื่นแทน เพราะอาจดูดซึมเขาผิวหนังเป็นอันตรายต่อสมองเด็กได้. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth